อุตสาหกรรมและหัตถกรรม

ภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาอีสาน : หม้อขะโนน

การผลิตเครื่องปั้นดินเผาหม้อขะโนนบ้านหัวบึง ต.ดอนช้าง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

        ภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาเป็นงานหัตถกรรมที่เก่าแก่ของมนุษยชาติ จากหลักฐานที่ค้นพบภาชนะดินเผาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุประมาณ 16,000 ปีลงมาจนถึงประมาณ 14,000 ปีมาแล้ว ซึ่งปรากฏขึ้นในหมู่เกาะของญี่ปุ่น เป็นภาชนะสำหรับการปรุงอาหาร เช่น ใช้ต้มพืชผัก เนื้อสัตว์และเนื้อปลา สำหรับประเทศไทยจากหลักฐานที่ค้นพบแหล่งเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าที่สุด คือ ที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

ประวัติความเป็นมา
        บ้านหัวบึง หมู่ที่ 5 ตำบลดอนช้าง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2013 ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร การเดินทางโดยรถยนต์จากขอนแก่นไปชุมแพ เมื่อถึงบ้านทุ่ม แยกซ้ายไปทางหลวงหมายเลข 2062 (บ้านทุ่ม – มัญจาคีรี) และแยกซ้าย ตรงหมู่บ้านเหล่านาดีไปตามทางหลวงหมายเลข 2013 ผ่านหมู่บ้านหว้า และหมู่บ้านเหล่าโพนทองไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะถึงทางแยกเข้าหมู่บ้านหัวบึง ประมาณ 2.5 กิโลเมตร จากการบอกเล่าของนางก้าน เกิดดี นางกุล กุมพล และนางแสง เกิดดี (2553) ได้ความว่า ชาวบ้านหัวบึงเดิมเป็นชาวโคราช บรรพบุรุษอพยพมาจากอำเภอเมืองและอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีตัวแทนมาสำรวจหาแหล่งดินเหนียวที่เหมาะสำหรับการผลิตเครื่องปั้นดินเผา ที่บริเวณหมู่บ้านดอนช้าง ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ห่างจากบ้านหัวบึง ระยะทางประมาณ 2-3 กิโลเมตร จึงตั้งถิ่นฐานทำการผลิตเครื่องปั้นดินเผามาประมาณ 150 ปีมาแล้ว ในอดีตมีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแทบทุกครัวเรือน ผลงานจะมีลักษณะเป็นอุปกรณ์ในครัวเรือน ปัจจุบันเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ คือ แหล่งดินจึงทำให้จำนวนผู้ผลิตลดลงอย่างมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2544- 2545 คณะผู้วิจัยจากสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดำเนินการวิจัยตามโครงการ “ยกระดับคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อมในภูมิภาค” ของกองการเหมืองแร่ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อศึกษาสำรวจปริมาณสำรองแหล่งดิน การสาธิตการขุดดิน การตรวจสอบสมบัติของดิน การปรับปรุงเนื้อดินปั้น และการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา และในปี พ.ศ. 2551 สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยคณะอาจารย์และนักศึกษาได้ไปศึกษาวิจัยและแนะนำวิธีการเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา โดยมี ผศ. ธนสิทธิ์ จันทะรี เป็นหัวหน้าโครงการ ทำให้ชาวบ้านหัวบึงริเริ่มตั้งกลุ่มผลิตเครื่องปั้นดินเผาและดำเนินการจดทะเบียนภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผา

อุปกรณ์การผลิตเครื่องปั้นดินเผา
1. โครกตำดินเชื้อ ทำจากลำต้นของต้นไม้เต็ง-รัง สูงประมาณ 80 เซนติเมตร เจาะเป็นโปรงรูปโครก
2. ดินเหนียว แหล่งดินเหนียว ได้แก่ บ่อดินบ้านดอนช้าง (ปัจจุบันดินเหนียวหมดแล้ว) แหล่งดินที่บ้านหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม และบ้านหนองแดง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย
3. แกลบสด ที่ยังไม่เผา (เปลือกของข้าวเหนียว)
4. ลำเพลิน ทำจากลำต้นของไผ่นำมาจักสานเป็นแผ่นขนาด กว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร ใช้สำหรับนวดดิน
5. ดินดุ มีรูปร่างเหมือนดอกตูมของเห็ด ใช้สำหรับรองตีหม้อดิน
6. ไม้ตีดิน (Paddle wood) มีลักษณะเหมือนไม้พายมีด้ามสั้นหนาประมาณ 1 นิ้ว ใช้สำหรับตีหม้อดินให้เนื้อดินแน่น
7. ไม้ลายหรือไม้สักคอ ลักษณะเหมือนไม้ตีดินมีลาย มีหลายขนาด ใช้สำหรับทำลายที่คอหม้อดิน
8. ใบสะหวี ทำจากก้านใบสัปปะรด ใช้สำหรับบีบรีดขอบปากหม้อให้แน่นและแข็งแรง
9. แท่นวางเบ้าดิน สำหรับรองเวลาตีขึ้นรูปหม้อดิน ทำจากลำต้นของต้นไม้เต็ง-รัง 50-100 เซนติเมตร

การผลิตเครื่องปั้นดินเผาหม้อขะโนน
กระบวนการผลิตหม้อขะโนนแบ่งตามขั้นตอนออกเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ ดังนี้
1. ขั้นตอนการเตรียมดิน
   1.1 นำดินเหนียวที่เตรียมจากบ่อดินมาแซ่น้ำในอัตราส่วนจนน้ำซึมซับเข้าในเนื้อดิน นำไปตากในร่มจนสะเด็ดน้ำ (ประมาณ 1 ชั่วโมง)
   1.2 นำดินที่สะเด็ดน้ำมาผสมกับแกลบในอัตราส่วน ดิน 1 กิโลกรัม แกลบ 2 กิโลกรัม
(แกลบ คือ เปลือกข้าวที่สีเอาเม็ดออกแล้ว) คลุกให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนขนาดสองมืออุ้ม ประกบกันนำไปตากแดดประมาณ 2-3 วัน เรียกว่า “ดินเชื้อ”
   1.3 นำดินเชื้อไปเผาไฟ (ไฟแกลบเผา) จนดินสุกหรือดินมีสีแดงอิฐ พักให้ดินเย็นตัว ประมาณ 1 วัน
   1.4 เก็บดินเผาแดงสีอิฐที่เย็นตัวแล้วไปตำบดด้วยโครกไม้ให้ดินแตกละเอียด และร่อนเอาเฉพาะดินที่ละเอียด

2. ขั้นตอนการนวดดิน
นำดินร่อนละเอียดไปผสมกับดินแช่น้ำ (ขั้นตอนที่ 1. 1) และตากจนสะเด็ดน้ำคลุกให้เข้ากันโดยวางดินบนลำเพลิน (ปัจจุบันใช้ผ้ายางรองแทน) นวดดินโดยใช้เท้าเหยียบย่ำจนดินเหนียวแบนราบเป็นแผ่นเรียบ แล้วพลิกกลับด้านบนลงใช้เท้าเหยียบย่ำอีก จนดินเหนียวแบนราบเป็นแผ่นเรียบ ระหว่างนี้ช่างจะพรมน้ำเพื่อปรับความเหนียวและให้ง่ายต่อการนวดดิน พับครึ่งดินใช้เท้าเหยียบย่ำไปเรื่อย ๆ จนดินเหนียวแบนราบเป็นแผ่นเรียบ ทำซ้ำกันเช่นนี้ไปจนกระทั่งเนื้อดินเชื้อกับเนื้อดินเหนียวแช่น้ำกลายเป็นเนื้อดินเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้วห่อดินนวดด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันความชื้นและการระเหยของน้ำในเนื้อดิน

3. ขั้นตอนการขึ้นรูป
   3.1 การจกเบ้า คือ การปั้นดินนวดให้เป็นก้อนกลมรูปทรงกระบอก (ชาวบ้านเรียกดินเบ้า) ความสูงตามขนาดของหม้อที่ต้องการจะทำ ใช้หัวแม่มือกดนำร่องด้านบนตรงกลาง นำไม้ไผ่กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว แทงให้ทะลุด้านล่าง แล้ววางนอนกลิ้งบนพื้นให้รูขยายออก ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งจกเข้าไปในรูกลวง (จก เป็นภาษาอีสานหมายถึงการล้วงมือเข้าไป) บีบและดันผนังก้อนดินเบ้า ใช้มืออีกข้างประคองให้รูขยายออกจนผนังดินเบ้าหนา 1 นิ้ว นำไปตากในร่มให้หมาด ก่อนจะตีขึ้นรูปหม้อ หรือภาชนะตามต้องการ
   3.2 วางดินเบ้าบนฐานไม้ เดินตีดินเบ้าไปรอบ ๆ ด้วยไม้ตีเรียบ และใช้ดินดุมีหลายขนาดเลือกตามต้องการรองตีขึ้นรูปทรงของหม้อคร่าว ๆ แต่ยังไม่ทำปากและทำก้นของหม้อ
   3.3 การทำขอบปากหม้อดิน เรียกว่า “การสะหวีปาก” เอาใบสะหวี (เดิมใช้ใบสับปะรด ปัจจุบันใช้แผ่นพลาสติกบาง ๆ แทน) วางบนฝ่ามือ บีบกดที่ขอบเบ้าดินให้ได้น้ำหนักพอเหมาะแล้วเดินถอยหลังอย่างรวดเร็วให้เป็นวงกลมจะได้ขอบปากตามขนาดร่องใบสะหวี จากนั้นใช้นิ้วมือปรับรูปทรงปากของหม้อให้แน่นและนูนตามต้องการปล่อยให้ดินแห้งพอหมาด
   3.4 การตีสักคอลาย เป็นการขึ้นลายที่คอของหม้อดินด้วยไม้ลายก่อนตีให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเพื่อไม่ให้ไม้ลายติดดิน นอกจากนี้ยังมีการตีพิมพ์ลายด้วยลูกกลิ้ง เสร็จแล้วตากในร่ม 1 คืน จึงทำขั้นตอนต่อไป
   3.5 การตีขึ้นรูปทรงหม้อดิน ขั้นตอนนี้เรียกว่า “การตีดุน” ใช้ไม้ลายและดินดุ มีหลายขนาด ก่อนตี นำไม้ลายและดินดุชุบน้ำเพื่อไม่ให้ติดชิ้นงาน ใช้ไม้ลายตีด้านนอก เลือกดินดุขนาดให้เหมาะกับส่วนรองตีรองด้านในเวลาตีเดินวนรอบชิ้นงานตีไล่ขึ้นลงให้ผนังขยายออกตีปรับผนังให้สม่ำเสมอจนเป็นรูปทรงหม้อ จากนั้นนำหม้อดินเก่า ตัด 1/3 ส่วน ทำเป็นฐาน นำหม้อดินวางบนฐานคว่ำด้านปากลง ปรับส่วนโค้งกับฐานจะได้สัดส่วนของหม้อที่สวยงาม
   3.6 การตีจอดก้น เป็นการตีปิดทำก้นของหม้อ ช่างตีจะนั่งลงกับพื้นชันหัวเข่าขึ้นโดยอุ้มหม้อวางบนตักไม่ให้ขอบปากหม้อถูกส่วนใดของร่างกาย ใช้ดินดุรองสอดด้านปากตีด้วยไม้ตีด้านนอกไล่ตีเนื้อดินให้จรดกันตีไล่เนื้อดินจนกระทั่งมีความหนาสม่ำเสมอกัน (ช่างจะฟังเสียงขณะตี ก็จะรู้ความหนาของผิวผนัง) คว่ำหม้อดินใช้น้ำพรมลูบให้ผิวหม้อเรียบและสวยงาม นำไปตากในร่ม (หากชิ้นงานมีขนาดใหญ่มากก็ให้ตากเฉพาะในร่มจนแห้งสนิท) เมื่อแห้งพอประมาณ นำไปตากแดด (ขั้นตอนการตากใช้เวลา 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นของอากาศ) ตรวจดูสภาพ เช่น ความชื้น การหดตัวของเนื้อดินของหม้อดินให้เรียบร้อยก่อนนำไปเผาในเตา

4. ขั้นตอนการเผา
การเผาจะใช้เตาแบบกลางแจ้ง (กลางทุ่งนา) ชาวบ้านเรียกว่า “เตานอก หรือ เตาดาด” ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้
   4.1 เตรียมพื้นที่ที่เป็นพื้นเรียบ แห้งสนิท จัดวางก้อนเส้าเป็นฐานรองไม้ฟืนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส วางก้อนเส้า ประมาณ 9-20 หลัก ขึ้นอยู่กับจำนวนของหม้อที่จะเผา ก้อนเส้าจะสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร วางห่างกัน 5 ก้าวเท้าคน
   4.2 วางไม้ฟืนบนก้อนเส้า ไม้ฟืนจะต้องโค้งและคดงอน้อยที่สุด วางพาดขวางสลับกันไป 3-4 ชั้น เป็นฐานสำหรับวางหม้อดิน
   4.3 นำหม้อวางบนฟืนโดยคว่ำปากหม้อลงเพื่อให้ความร้อนอบในหม้อดินทำให้เนื้อดินสุกอย่างทั่วถึง การวางหม้อดินต้องชิดกันและวางซ้อนกันสูงเป็น 2-3 ชั้น ขึ้นกับขนาดของเตา
   4.4 การเผา ใช้ฟางข้าวสอดเข้าไปใต้ไม้ฟืนทุกด้าน จุดไฟให้ไม้ฟืนไหม้จนทั่ว แล้วให้เริ่มหอบฟางวางบนหม้อดินให้ทั่ว ไฟจะลุกไหม้สุมฟาง หากไฟไหม้ไม่ทั่วถึงต้องเอาไม้ยาว ๆ คอยเขี่ยให้ไฟลุกไหม้ฟางอย่างสมบูรณ์ สุมฟางไปเรื่อย ๆ จนฟืนลุกไหม้เกือบหมด สังเกตดูการทรุดตัวของฟืนลงจากก้อนเส้า หม้อดินจะพยุงกันไม่ให้ล้มลง ให้สุมฟางไปอีกสักพักก็จะเสร็จขั้นตอนการเผา สังเกตดูสีของผิวหม้อดิน (ก้อนเส้า 9 หลัก ใช้เวลาเผาประมาน 30 นาที หากมีก้อนเส้ามากกว่าให้ใช้เวลาเผานานขึ้น)
   4.5 ทิ้งหม้อดินในเตาเผาให้เย็นตัวลงก่อน โดยใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง สามารถนำออกมาจากเตาได้

การใช้ประโยชน์จากหม้อดิน
ชาวบ้านเรียกหม้อดินนี้ว่า “หม้อขะโนน” เป็นหม้อสำหรับใช้ประกอบอาหาร เช่น หม้อหุงข้าว หม้อแกง หม้อต้ม หม้อสำหรับนึ่งข้าวเหนียว ตุ่มใส่น้ำดื่ม ไหเก็บอาหารหรือสิ่งของ นอกจากเก็บไว้ใช้เองแล้ว ชาวบ้านยังนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของและจำหน่าย ในบางครั้งอาจใช้เป็นของฝากผู้มาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านอีกด้วย

 

แหล่งอ้างอิง

ธนสิทธิ์ จันทะรี. (2551). รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง โครงการพัฒนาเนื้อดินปั้น และเคลือบเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เครื่อง ปั้นดินเผาไฟต่ำอีสาน. ขอนแก่น คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สรุปผลการวิจัยโครงการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อมในภูมิภาค. (2545). กรุงเทพฯ: กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม.
ก้าน เกิดดี. (2553). สัมภาษณ์ 27 สิงหาคม 2553.
กุล กัมพล. (2553). สัมภาษณ์ 27 สิงหาคม 2553.
แสง เกิดดี. (2553). สัมภาษณ์ 27 สิงหาคม 2553.

 

เรื่องและภาพ: นายิกา เดิดขุนทด

ประวัติความเป็นมาของไหมไทย

      แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถหาหลักฐานที่แน่ชัดมาใช้อธิบายจุดกำเนิดของการทอผ้าไหมในประเทศไทยก็ตาม แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า การทอผ้าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ในสมัยโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้รู้จัก โดยมีการทำขึ้นเพื่อใช้งานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

      จากภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ เช่นที่ เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี อายุประมาณ 2,500 ปี มีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง เช่น กระบือและสุนัข แสดงว่ามนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้นดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่าจะใช้หนังสัตว์ หรือผ้าหยาบ ๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบสะโพก บนศรีษะประดับด้วยขนนก

      จากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่พบบริเวณถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุประมาณ 7,000-8,000 ปีล่วงมาแล้ว พบว่ามีการตกแต่งด้วยรอยเชือกและรอยตาข่ายทาบ สันนิษฐานว่ามนุษย์น่าจะรู้จักทำเชือกและตาข่ายก่อนแล้ว โดยนำพืชที่มีใยมาฟั่นให้เป็นเชือก แล้วนำเชือกมาผูกหรือถักเป็นตาข่าย จากการถักก็พัฒนาขึ้นเป็นการทอด้วยเทคนิคง่าย ๆ แบบการจักสาน คือนำเชือกมาผูกกับไม้หรือยึดไว้ให้ด้ายเส้นยืน แล้วนำเชือกอีกเส้นหนึ่งมาพุ่งขัดกับด้ายเส้นยืน เกิดเป็นผืนผ้าหยาบ ๆ ขึ้น ลักษณะคล้ายกับผ้ากระสอบหยาบ ๆ

     จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า การทอผ้าในดินแดนอีสานมีมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ คือหลักฐานทางโบราณคดีที่บริเวณบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และที่ดอนกอก อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เช่น กำไลสำริด ซึ่งมีสนิมและมีเศษผ้าติดอยู่กับคราบสนิม นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สนิมเป็นตัวกัดกร่อนโลหะซึ่งเป็นอนินทรียวัตถุ แต่กลับเป็นตัวอนุรักษ์ผ้าซึ่งเป็นอินทรียวัตถุไว้ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา นอกจากนี้ที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงยังพบ ลูกฝัง และแวดินเผา ปรากฎอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทอและปั่นด้ายแบบง่าย ๆ และพบลูกกลิ้งดินเผาแกะลายสำหรับใช้ทำลวดลายบนผ้าเป็นจำนวนมาก จึงทำให้นักโบราณคดีพอจะสันนิษฐานได้ว่า มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเชียงเมื่อ 2,000-4,000 ปีมาแล้ว รู้จักการปั่นด้าย ทอผ้า ย้อมสี และพิมพ์ลวดลายลงบนผืนผ้ามาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ (ชลิต ชัยครรชิต, 2534)

      ประวัติความเป็นมาของไหมไทยไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่นอน ทราบแต่ว่าประเทศไทยมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมานานกว่าสองพันปี จากหลักฐานที่ปรากฏในสารานุกรมไทยฉบับราชบัณพิตยสถาน (2527: 12219) ระบุว่า ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ราว พ.ศ. 2360 ชาวเวียงจันทน์ที่มาตั้งถิ่นฐานในอีสาน มีความชำนาญในการเลี้ยงไหม สาวไหมและทอผ้าไหม จากนั้นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมก็เริ่มแพร่หลายในภาคอีสาน แม้ว่าชาวอีสานจะมีการผลิตผ้าไหมเพื่อใช้เองเป็นหลัก แต่ในช่วงก่อนปี พ.ศ.2444 ได้มีการรวบรวมไหมเป็นสินค้าท้องถิ่นอีสานส่งขายภายในประเทศร่วมกับสินค้าอื่น ๆ ที่ส่งไปกับขบวนค้าโค-กระบือของนายฮ้อย และไหมส่วนหนึ่งจากอีสานยังใช้เป็น "ส่วย" ที่หลายเมืองในภาคอีสานต้องรวบรวมส่งให้กับรัฐส่วนกลางเป็นราชบรรณาการ ทำให้ผ้าไหมอีสานเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าส่งออกในอดีต (จารุพิษณ์ เรืองสุวรรณ, 2535) ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ คือราวปี พ.ศ. 2444 ราชอาณาจักรสยามได้รับอิทธิพลจากความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของญี่ปุ่นในรัชสมัยจักพรรดิเมจิ ที่มีไหมเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอย่างหนึ่ง ประกอบกับภัยคุกคามจากฝรั่งเศสในช่วงนั้นและการแสดงความคิดเห็นของอำมาตย์ ข้าราชการให้ปรับปรุงเศรษฐกิจทั้งด้านเกษตรกรรม พานิชกรรม และอุตสาหกรรม พระองค์จึงได้ทรงดำริและโปรดเกล้าฯ ให้ทางราชการส่งเสริมการเลี้ยงไหม และอีกไม่กี่ปีต่อมาได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นมาสำรวจแนวทางการผลิตไหมและส่งเสริมการเลี้ยงไหมในจังหวัดต่าง ๆ และได้มีการก่อตั้งกรมช่างไหมขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการเพื่อทำการทดลองและพัฒนาการเลี้ยงไหมในภาคอีสาน โดยทางราชการได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงไหมกันเรื่อยมาเป็นขั้นเป็นตอน จนถึงปี พ.ศ. 2456 จึงได้ยุติบทบาทลงและปล่อยให้ราษฎรเลี้ยงไหมกันเองเป็นอาชีพ

 

                                                                                                                                                


        จนถึงปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทางราชการได้กลับมาส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีกครั้ง โดยได้จัดตั้งโรงงานสาวไหมขึ้นเป็นแห่งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาโรงงานประสบปัญหาทางวัตถุดิบ เนื่องจากราษฎรไม่มีความชำนาญในการเลี้ยงไหม ประกอบกับพันธุ์ไหมที่ทางการส่งเสริมให้ราษฎรเลี้ยง ผลผลิตที่ออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร มีเส้นใยสั้นและเป็นปุย ใช้กับเครื่องจักรที่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศได้ไม่ดี อุตสาหกรรมการผลิตเส้นใยไหมก็ได้รับผลกระทบ จนกระทั่งเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา กิจการสาวไหมจึงต้องยุติลง (นวลแข ปาลิวนิช, 2542)

 

         การผลิตผ้าไหมยังเป็นไปตามวิถีดั้งเดิมคือผลิตไว้ใช้เอง มีขายบ้างเป็นบางส่วน ซึ่งขณะนั้นผ้าไหมไทยไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาดโลกมากนัก แม้กระทั่งคนไทยก็ยังไม่นิยมนำผ้าไหมมาตัดเย็บเสื้อผ้า เพราะผ้าไหมถูกจำกัดวงอยู่ในเฉพาะ ชนชั้นสูงเท่านั้น ต่อมาได้ขยายสู่สามัญชนแต่ก็ถูกวางกรอบให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ใหญ่เท่านั้น จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2491 เมื่อจิม ทอมสัน (Jim Thomson) ชาวอเมริกัน ผู้หลงใหลในผ้าไหมไทย ได้ปรับปรุงคุณภาพผ้าไหมไทยให้ดีขึ้นและฟื้นฟูอุตสาหกรรมไหมไทยขึ้นมาใหม่ และส่งผ้าไหมไทยไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นจุดเริ่มต้นความนิยมผ้าไหมไทยให้แพร่หลายในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ (ชาญชัย ถาวรอนุกูลกิจ, 2537) ซึ่งความนิยมผ้าไหมไทยที่เพิ่มขึ้นประกอบกับการที่ประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น อิตาลี ฯลฯ ที่เคยเป็นผู้นำการผลิตไหมดิบที่สำคัญของโลกหันไปลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นแทน จึงลดการผลิตไหมดิบลง แต่ความต้องการเส้นไหมและผ้าไหมในตลาดโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าไหมไทยขยายตัวขึ้น ราคาเส้นไหมที่เกษตรกรรมขายได้ในช่วง พ.ศ.2515-2519 จึงสูงขึ้นทุกปี (กรมเศรษฐกิจพาณิชย์, 2520 : 50-51) ทางราชการจึงส่งเสริมพัฒนาการผลิตไหมด้วยการปรับปรุงพันธุ์ไหมให้สามารถเพิ่มผลผลิต จากเดิมที่ชาวอีสานเลี้ยงไหมพันธุ์พื้นบ้านที่ส่วนใหญ่มีฝักเล็ก เส้นใยน้อย ก็ได้หันมาเลี้ยงไหมลูกผสม ซึ่งเป็นพันธุ์ปรับปรุง ทำให้ได้เส้นไหมมากขึ้น แม้ว่าจะต้องลงทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นเพราะการเลี้ยงไหมลูกผสมต้องอาศัยโรงเรือนที่ถูกหลักวิชาการ หม่อนพันธุ์ปรับปรุงที่ให้ใบมากเพียงพอกับความต้องการของตัวไหม และสารเคมีเพื่อกำจัดโรค-ศัตรูไหม ทำให้การเลี้ยงไหมจึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อขายเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไหมสามารถเป็นแหล่งรายได้เสริมที่สำคัญของครัวเรือนได้ แต่ก็ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนพิถีพิถัน ดูแลเอาใจใส่ตัวไหมประดุจเลี้ยงเด็กอ่อน และอดทนต่อขั้นตอนการทำงานมากมาย กว่าจะได้เส้นไหม ความนิยมปลูกพืชไร่ ทำให้มีการบุกเบิกพื้นที่ป่าและสวนหม่อนให้กลายเป็นที่ไร่ และใช้แรงงานเข้มข้นในบางช่วง ครัวเรือนจำนวนมากจึงต้องการแรงงานที่เคยดูแลรักษาสวนหม่อนและเลี้ยงตัวไหมไปช่วยในการผลิตพืชไร่แทน ทั้งยังมีการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมในภาคอีสานที่ต้องการคนงานมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา รวมถึงการอพยพแรงงานชาวอีสานไปทำงานภูมิภาคอื่น (สุวิทย์ ธีรศาวัต และดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, 2541 : 115-125) ประกอบกับผ้าราคาถูกจากโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเข้าถึงอีสาน เมื่อโครงข่ายการคมนาคมขนส่งระหว่างอีสานกับกรุงเทพฯ ได้รับการพัฒนามากขึ้น ความจำเป็นในการทอผ้าใช้เองจึงหมดไป แม้ว่าจะยังนิยมใช้ผ้าไหมเป็นของสมมา (ของไหว้ญาติผู้ใหญ่) ในงานแต่งงานก็สามารถหาซื้อได้ง่าย ทั้งจากชาวบ้านที่ยังทอผ้าไหมหรือซื้อจากผ้าไหมโรงงานที่ร้านค้าในเมืองมีขาย ดังนั้น จำนวนผู้เลี้ยงไหมโดยรวมและปริมาณไหมที่ผลิตจึงลดลงเรื่อย ๆ

 

        พ.ศ. 2519 มูลนิธิศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์ สืบสานและส่งเสริมงานฝีมือภูมิปัญญาไทยทุกแขนง ประกอบกับที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินาถ ทรงมีพระราชดำริที่จะส่งเสริมงานฝีมือภูมิปัญญาไทย ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าจก ผ้าหางกระรอก ซึ่งเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่ทรงให้ความสำคัญ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการเผยแพร่ชื่อเสียงของไหมไทย โดยการทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมไทย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือเสด็จต่างประเทศก็ตาม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกระแสความนิยมไหมไทยในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จนมีผู้นิยมสวมใส่ชุดไหมไทยในโอกาสต่าง ๆ ทำให้ตลาดเส้นไหมและผ้าไหมขยายตัวมากขึ้น (สุภาพรรณ หาญเทพินทร์, 2531) ทำให้ตลาดเส้นไหมและผ้าไหมขยายตัวมากขึ้น ความนิยมผ้าไหมทอมือฝีมือชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น จึงเริ่มปรากฏวิธีการผลิตไหมอีสานที่แยกขั้นตอน “การเลี้ยงไหม” ออกจากการ “ทอผ้า” ดังปรากฏในหมู่บ้านนาดอกไม้ อ.ชนบท จ.ขอนแก่น ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตผ้าไหมสำคัญแห่งหนึ่ง เลิกเลี้ยงไหมในช่วงปี 2514 (หันไปปลูกปอ เพราะราคาดี) แล้วมีการซื้อเส้นไหมมาทอในปี 2521 และพากันนิยมซื้อเส้นไหมมาทอผ้าขายเป็นประจำตั้งแต่ช่วงปี 2534-2535 ซึ่งผ้าไหมขายดี (สนทนากลุ่มผู้เลี้ยงไหมและผู้นำชุมชนบ้านนาดอกไม้ จ. ขอนแก่น, 26 กันยายน 2546) พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการเผยแพร่ชื่อเสียงของไหมไทย โดยการทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมไทย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือเสด็จต่างประเทศก็ตาม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกระแสความนิยมไหมไทยในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จนมีผู้นิยมสวมใส่ชุดไหมไทยในโอกาสต่าง ๆ ทำให้ตลาดเส้นไหมและผ้าไหมขยายตัวมากขึ้น

        ทศวรรษ 2520-2530 มีการส่งเสริมของทางราชการและองค์กรพัฒนาเอกชน มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ทอผ้าไหมรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหรือกลุ่มทอผ้า ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นกลุ่มธุรกิจชุมชนที่ทำการผลิตและขายรัง/เส้นไหมและ/หรือผ้าไหม การเลี้ยงไหมจึงกลายเป็นกิจกรรมเพื่อการขายเป็นหลัก เน้นการใช้ไหมพันธุ์ไทยลูกผสมที่ต้องขอจากกรมส่งเสริมการเกษตร เลี้ยงในโรงเรือนที่ถูกหลักวิชาการ และใช้สารเคมีในบางขั้นตอนซึ่งเป็นการทำตามองค์ความรู้ทางราชการ(ข้อมูลจากสนทนากลุ่มผู้เลี้ยงไหมและผู้นำชุมชน 8 หมู่บ้านในจังหวัดมหาสารคาม ขอนแก่น บุรีรัมย์ มหาสารคาม, 5 ก.ค. – 26 ก.ย. 46) ส่งผลให้ละเลยภูมิปัญญาในการเลี้ยงไหมแบบพื้นบ้าน จนกระทั่งทศวรรษ 2540 จึงมีองค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่งส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงไหมในหมู่บ้านหัวฝาย จ. ขอนแก่น หันมาเลี้ยงไหมพื้นบ้านโดยมีกระบวนการคัดพันธุ์เพื่อให้ได้คุณภาพรังและเส้นไหมดีขึ้น เป็นการรื้อฟื้นภูมิปัญญาด้านการเลี้ยงไหมให้กลับคืนมาอีกครั้ง(สนทนากลุ่มผู้เลี้ยงไหมและผู้นำชุมชน บ้านนาดอกไม้ จ. ขอนแก่น, 26 ก.ย. 46) แต่ผลความสำเร็จยังไม่แพร่ขยายสู่หมู่บ้านอื่นๆ อาจเนื่องจากผู้เลี้ยงไหมส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นต่อไหมพื้นบ้าน เห็นว่าคุณภาพและปริมาณเส้นไหมที่ได้น้อยกว่าไหมพันธุ์ไทยลูกผสม รวมถึงการคัดพันธุ์เองยุ่งยากกว่าการขอรับพันธุ์ไหมไทยลูกผสมที่ทางราชการผลิตด้วย
นอกจากนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ธุรกิจการผลิตไหมที่ใช้วิธีการแบ่งขั้นตอนการผลิตด้วยการจ้างชาวบ้านเลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศให้ได้รังไหม ส่งขายคืนบริษัทซึ่งจะนำไปสาวเป็นเส้นไหมด้วยเครื่องจักรและใช้ทอผ้าในระบบอุตสาหกรรม ทำให้ผู้เลี้ยงไหมส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปเลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศ ด้วยวิธีการและอุปกรณ์การผลิตที่ซื้อจากบริษัท ทำให้ต้องลงทุนสูงขึ้น ใช้สารเคมีมากขึ้นแต่ขายรังไหมให้บริษัทได้ในราคาสูง รายได้จึงสูงกว่าการเลี้ยงไหมโดยทั่วไป แต่เสี่ยงสูงเพราะไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศมีความต้านทานโรคต่ำ ตายง่าย สัดส่วนผู้เลี้ยงไหมที่ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงไหมแบบนี้จึงน้อยกว่าการเลี้ยงไหมแบบอื่น แต่ก็กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการเลี้ยงไหม เช่น จ่อกระดาษ จ่อพลาสติก ลังเลี้ยงไหมวัยอ่อน เป็นต้น ที่ผู้เลี้ยงไหมพันธุ์ไทยลูกผสมบางส่วนนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตไหมของตน เช่นเดียวกับผู้เลี้ยงไหมพื้นบ้านบางส่วนก็ปรับใช้วิธีการและ/หรืออุปกรณ์เลี้ยงไหมพันธุ์ไทยลูกผสมกับการเลี้ยงไหมพื้นบ้าน
ปัจจุบัน การเลี้ยงไหมของอีสานจึงมีรูปแบบหลัก 3 แบบ ที่แตกต่างกันทั้งพันธุ์ไหมและวิธีการ/อุปกรณ์การเลี้ยง ซึ่งผู้เลี้ยงไหมแต่ละรายมักเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับความพร้อมของตนเองในแต่ละช่วง

      ปัจจุบันดีไซน์เนอร์ชั้นนำทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นิยมนำผ้าไหมไทยทั้งผ้าพื้น ผ้ามัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าหางกระรอก ผ้าไหมยกดอก ผ้าจกไปตัดเย็บ จัดแสดงแฟชั่นโชว์ให้เห็นเป็นประจำ ทำให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมนำผ้าไหมไทยไปตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อสวมใส่ นับได้ว่าผ้าไหมไทยได้กลายเป็นสินค้าสำคัญของประเทศและเป็นที่ต้องการของตลาดโลกไปแล้ว

บทสรุป

      จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฎ ทำให้ทราบว่าชุมชนโบราณในประเทศไทยรู้จักการปั่นด้าย ทอผ้า ย้อมสี และพิมพ์ลวดลายลงบนผืนผ้ามาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมานานกว่าสองพันปี ในอดีตผ้าไหมไทยไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาดโลกมากนัก แม้กระทั่งคนไทยก็ยังไม่นิยมนำผ้าไหมมาตัดเย็บเสื้อผ้า จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2491 เมื่อจิม ทอมสัน ชาวอเมริกัน ผู้หลงใหลในผ้าไหมไทย ได้ฟื้นฟูอุตสาหกรรมไหมไทยขึ้นมาใหม่ และส่งผ้าไหมไทยไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ทำให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักของตลาดโลกภายนอกมากยิ่งขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นความนิยมผ้าไหมไทยในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประกอบกับที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินาถ ทรงมีพระราชดำริที่จะส่งเสริมงานฝีมือภูมิปัญญาไทย ทำให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2534 ความว่า "ทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดน้ำท่วมหรือเกิดภัยพิบัติอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร มักจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค แล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริง ๆ ไม่เพียงพอ ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือทำให้เขามีหวังที่จะอยู่ดีกินดีขึ้น ลูกหลานได้เข้าโรงเรียน ได้เรียนหนังสือ... ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัวชาวนาชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติต่อบ้านเมือง ทรงพระดำเนินไปดูตามไร่ของเขาต่าง ๆ ทรงคิดว่านี่เป็นการให้กำลังใจ และทรงให้ข้าพเจ้าดูแลพวกครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ..."

         นับเป็นเวลากึ่งศตวรรษที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นคู่พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นำความร่มเย็นสุขสวัสดิ์มาสู่ประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย ด้วยพระราชปณิธานที่แน่วแน่ของพระองค์ ที่จะพลิกฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากไร้ของราษฎร ด้วยการส่งเสริมงานหัตถกรรมพื้นบ้านจากภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดมาแต่อดีตจากรุ่นปู่ย่าตายายสู่รุ่นลูกหลานเหลน เช่น การทอผ้าไหม นับเป็นงานที่ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าหางกระรอก ผ้าจก ผ้าไหมยกดอก แม้กระทั่งผ้าทอและงานฝีมือของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ทรงอนุรักษ์และส่งเสริมจนเป็นอาชีพเสริมที่ยั่งยืนของราษฎรและสามารถขยายการดำเนินงานให้เป็นระบบในรูปของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

         สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่เฉพาะแก่ช่าวไทยที่จะเดินตามรอยพระยุคลบาทเท่านั้น แต่พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังปรากฎผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

 

 

เรียบเรียงโดย นายิกา เดิดขุนทด

 

เอกสารอ้างอิง:

นวลแข ปาลิวนิช. (2542). ความรู้เรื่องผ้าและเส้นใย (ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น.

คลังปัญญาไทย. (2552). ต้นกำเนิดผ้าไหม. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2553, จาก http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/ผ้าไหมไทย

จารุพิษณ์ เรืองสุวรรณ. (2535). นโยบายของรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการผลิตไหมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือระหว่าง พ.ศ.2444-2503. ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.

ชลิต ชัยครรชิต. (2534). ขอนแก่น: ภูมิหลังบ้านเมืองตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงพุทธศตวรรษที่ 19. ขอนแก่น: ศูนย์วัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ชาญชัย ถาวรอนุกูลกิจ. (2537). การผลิตหม่อนไหม. ขอนแก่น: คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สารานุกรมไทยฉบับราชบัณพิตยสถาน. (2527). กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.

สุภาพรรณ หาญเทพิทร์. (2531). รายงานการศึกษาวิเคราะห์เรื่อง ลู่ทางการพัฒนาการส่งออกผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์. งานวิจัยสินค้าอุตสาหกรรม 2 ฝ่ายวิจัยสิค้าอุตสาหกรรม กองวิจัยสินค้าและการตลาด.

 

ประวัติความเป็นมาของไหมต่างประเทศ

        ประวัติของไหมต่างประเทศเริ่มเมื่อประมาณ 2,600-2,700 ปีก่อนคริสตศักราช โดยจีนเป็นชาติแรกที่นำไหมมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นเครื่องนุ่งห่มในสมัยจักรพรรดิฮวงตี้ (Huang-Ti) ต่อมาในปี ค.ศ. 300 (พ.ศ. 843) ประเทศญี่ปุ่นจึงได้สูตรไป หลังจากนั้นการผลิตไหมได้แพร่ไปในยุโรปตะวันตก โดยผ่านเส้นทางสายไหม (Silk Road) เข้าสู่ประเทศอินเดียและเข้าสู่เปอร์เซียในที่สุด ตามเทพนิยายกรีกโบราณ จักรพรรดิจัสติเนียน (Jastinian) แห่งคอนสแตนติโนเปิลทรงพอพระทัยไหมมาก ประมาณปี พ.ศ. 1093 พระองค์ทรงชักชวนนักบวชสองรูป ที่รู้เทคนิคการเลี่ยงและการผลิตไหมจากประเทศจีนให้นำรังไหมและไข่ไหมมายังเมืองไบแซนเทียม (Byzantium) หรือคอนสแตนติโนเปิล และได้เริ่มอุตสาหกรรมไหมขึ้น ในสมัยนั้นผ้าไหมจัดเป็นของฟุ่มเฟือย ที่ใช้กันเฉพาะราชนิกูลเท่านั้น การค้าไหมระหว่างตะวันออก (แถบเอเชีย) และตะวันตก (แถบยุโรป) มีความสำคัญมาก

        ระหว่างศตวรรษที่ 7 การเลี้ยงและผลิตไหมได้แพร่หลายเข้าไปในประเทศอิตาลี สเปน และฝรั่งเศส เมืองต่าง ๆ เช่น ฟลอเรนซ์ มิลาน เยนัว และเวนิช มีชื่อเสียงเรื่องไหมมาก ในมัยกลางประมาณปี พ.ศ. 2023 การทอผ้าไหมได้เริ่มขึ้นในเมืองตูร์ (Tours) ประเทศฝรั่งเศส และในศตวรรษที่ 16 อุตสาหกรรมผ้าไหมก็เข้าสู่สหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ)

        ในสมัยที่สหราชอาณาจักรยังมีประเทศอาณานิคมมากมายนั้น ในระหว่างศตวรรษที่ 19 พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงพยายามส่งเสริมให้ก่อตั้งอุตสาหกรรมไหมขึ้นในดินแดนที่เป็นประเทศสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน แต่ความพยายามของพระองค์ล้มเหลว

        จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงและการผลิตไหมจะได้ผลดีในประเทศที่มีแรงงานมากและค่าแรงถูกเท่านั้น ดังนั้นอุตสาหกรรมไหม โดยเฉพาะการเลี้ยงและการผลิตไหมจึงจำกัดอยู่เฉพาะประเทศจีน ญี่ปุ่น อิตาลี และอินเดีย การทอผ้าไหมงาม ๆ เป็นงานฝีมือที่ชาวฝรั่งเศสมีความชำนาญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองลีอองส์ (Lyons) อย่างไรก็ตาม "ไหม" ยังคงถือกันว่าเป็นเส้นใยฟุ่มเฟือย ที่ยังคงรักษาตำแหน่งความมีคุณค่าสูงด้วยคุณสมบัติของเส้นใย เพราะได้มาจากการมีใช้กันเฉพาะในกลุ่มราชนิกูลเท่านั้น จึงมีความระมัดระวังในการดูแลรักษา ดังนั้น คนจึงนิยมยกย่องให้ไหมเป็น "ราชินีแห่งเส้นใย"

เอกสารอ้างอิง:

นวลแข ปาลิวนิช. (2542). ความรู้เรื่องผ้าและเส้นใย (ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น.

เรียบเรียงโดย นายิกา เดิดขุนทด

Photo Gallery